“สุวิทย์” ชู สวทน. เป็นหลักของกระทรวงวิทย์ฯ จัดทำยุทธศาสตร์และปฏิรูประบบวิจัยและนวัตกรรม จี้ใช้งบประมาณตั้งแต่บาทแรก ในโครงการที่มีอิมแพค เสนอตัวปลดล็อคทุกปัญหาเพื่อให้งานเดินหน้าแบบไร้รอยต่อ
“สุวิทย์” ชู สวทน. เป็นหลักของกระทรวงวิทย์ฯ จัดทำยุทธศาสตร์และปฏิรูประบบวิจัยและนวัตกรรม จี้ใช้งบประมาณตั้งแต่บาทแรก ในโครงการที่มีอิมแพค เสนอตัวปลดล็อคทุกปัญหาเพื่อให้งานเดินหน้าแบบไร้รอยต่อ

6 ธันวาคม 2560  



 

สวทน. อาคารจัตุรัสจามจุรี ชั้น 14/ เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2560 ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เดินทางเข้าตรวจเยี่ยมและให้นโยบายสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) เป็นเหน่วยงานแรกในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง โดย รมว.วิทยาศาสตร์ฯ คนใหม่ กล่าวว่า สวทน. เป็นหน่วยงานหลักที่ขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของประเทศหลายโครงการ วันนี้มาให้กำลังใจเพราะเห็นว่าทำงานกันหนัก แต่อยากให้เลือกทำโครงการเร่งด่วนที่มีอิมแพคสูง ให้คิดแบบครอบคลุมจนถึงการตลาดเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลก มากกว่าที่จะเน้นเพียงการผลิตเพียงอย่างเดียว 
 

“ผมอยากให้หมั่นเช็คสต็อคและทบทวนโครงการต่าง ๆ เป็นระยะ หากโมเดลใดเกิดความล่าช้า ไม่เวิร์ค ก็ให้ปรับเพื่อให้เกิดความคล่องตัว และถ้ามีปัญหาอะไรก็ขอให้บอกมา ผมพร้อมจะปลดล็อคให้ เพื่อไม่ให้เกิดรอยต่อ อยากให้ทำงานร่วมกันและใช้งบประมาณตั้งแต่ห้าบาทแรกให้คุ้มค่ามากที่สุด และควรผูกพัน 3 - 5 ปี เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องของงาน” ดร.สุวิทย์ กล่าว
 




 

ด้าน ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ เลขาธิการ สวทน. ได้กล่าวรายงานภาพรวมของโครงการที่ สวทน. ดำเนินการ โดยเน้นโครงการเร่งด่วนที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2561 ทั้งเรื่องการจัดสรรงบประมาณบูรณาการ ปี 2562 และการบริหารจัดการแผนงานยุทธศาสตร์เป้าหมาย โครงการเงินกู้จากธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ เอดีบี เพื่อสนับสนุนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย การส่งเสริมให้เกิดกลุ่มนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรม และการขับเคลื่อนโครงการเมืองนวัตกรรมอาหาร หรือ ฟู้ดอินโนโพลิส โดยเน้นการดึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าร่วมโครงการบ่มเพาะ พร้อมมีแผนการสนับสนุนฟู้ดสตาร์ทอัพ

นอกจากนี้ ยังได้นำเสนอแผนการดำเนินงานในการขยายโครงการเคลื่อนย้ายนักวิจัย หรือ ทาเลนท์ โมบิลิตี้ ข้ามประเทศ หลังจากประสบความสำเร็จในการเคลื่อนย้ายนักวิจัยไปช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ปีละกว่า 400 คน ใน 200 บริษัท รวมถึงยังมีแผนในการขยายโครงการบูรณาการการเรียนในลักษณะ “โรงเรียนในโรงงาน” ที่สามารถสร้างบุคลากรที่มีทักษะและมีความเชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรม ผ่านการให้นักศึกษาระดับ ปวส. ได้เรียนและทำงานในสายงานที่เป็นที่ต้องการของภาคอุตสาหกรรม โดยได้รับค่าตอบแทนระหว่างการทำงาน โดยในปีที่ผ่านมา มีนักศึกษาร่วมโครงการประมาณกว่า 400 คนใน 6 บริษัทอุตสาหกรรมชั้นนำ และมีแผนงานที่จะเพิ่มจำนวนนักศึกษาที่ร่วมโครงการเพิ่มขึ้น เพื่อสร้างบุคลากรที่มีทักษะความสามารถให้กับภาคอุตสาหกรรมต่อไป
 




 

 

เลขาธิการ สวทน. ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า การดำเนินงานที่กล่าวข้างต้น เกิดขึ้นจากการดำเนินงานวิจัยนโยบายของ สวทน. เพื่อให้เกิดกลไกที่เหมาะสมและสามารถปฏิบัติได้จริง อันจะนำไปสู่การใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งผลการดำเนินงานของ สวทน. ดังกล่าวรวมถึงอีกหลายแผนการดำเนินงานที่กำลังจะเกิดขึ้น ยังมีความสอดคล้องกับนโยบายของ รมว. วิทยาศาสตร์ฯ ในการขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมให้เป็นแรงสำคัญในการนำพาประเทศไทยไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 ทั้งเรื่องการทำงานบนเครือข่ายความร่วมมือกับทั้งภาครัฐและภาคเอกชน การลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศผ่านโครงการเคลื่อนย้ายนักวิจัยสู่ภาคเอกชน อย่างโครงการทาเลนท์ โมบิลิตี้ ตลอดจนการเสริมสร้างศักยภาพทางเทคโนโลยีของเอสเอ็มอี และผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ และ สวทน. ยังพร้อมที่จะสานต่อนโยบายในการตอบโจทย์ประเด็นท้าทายของประเทศ ทั้งการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และการสร้างวิสาหกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมด้วย

 

ดร.สุวิทย์ กล่าวในตอนท้ายว่า งานของ สวทน. ตอบโจทย์ในอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ จากข้อมูลที่นำเสนอในวันนี้ มองว่างานที่ สวทน. ทำเป็นโครงการดีมีประโยชน์กับประเทศ พร้อมกันนี้ก็ขอให้มีการสรุปผลสำเร็จของงาน หากติดขัดหรือมีปัญหาอะไรขอให้บอก จะปลดล็อคให้ เพราะงานที่ สวทน. ทำอยู่เป็นภารกิจหลักของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ  ที่จะขับเคลื่อนงานยุทธศาสตร์และปฏิรูประบบวิจัย และในอนาคตประเทศไทยจะเป็นเสมือนศูนย์กลางของกลุ่มประเทศใน CLMV ประเทศจากทั่วโลกที่จะลงทุนร่วมกับกลุ่มประเทศดังกล่าว ก็ต้องผ่านประเทศไทย และกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ จะเป็นกระทรวงหลักที่ต้องเตรียมพร้อในเรื่องนี้ และหน่วยงานที่ต้องทำงานหนักในเรื่องนี้ คือ สวทน.