บทวิเคราะห์การจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ประจำปี 2017 - 2018 โดย World Economic Forum: WEF

2 ตุลาคม 2560  

World Economic Forum หรือ WEF เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1971 โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ ณ นครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ได้เผยแพร่รายงานการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ประจำปี 2560 - 2561 ในรายงานที่เรียกว่า The Global Competitiveness Report (GCR) 2017 - 2018 โดยปีดังกล่าว WEF ได้จัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ จำนวนทั้งสิ้น 137 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจ (GCR 2560-2561 มี 137 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจ) สำหรับการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขัน WEF ได้กำหนดปัจจัยที่นำมาใช้ในการจัดอันดับต่าง ๆ ซึ่งเรียกว่า Global Competitiveness Index (GCI) ไว้ 3 ปัจจัยหลัก และ 12 ปัจจัยย่อย ดังนี้

1)   ปัจจัยพื้นฐาน (Basic requirements) ประกอบด้วย 4 ปัจจัยย่อย ได้แก่
(1)   ปัจจัยเกี่ยวกับสถาบัน (Institutions)
(2)   โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure)
(3)   สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomic environment)
(4)   สุขภาพและการศึกษาขั้นพื้นฐาน (Health and primary education)
2)   ปัจจัยยกระดับประสิทธิภาพ (Efficiency enhancers) ประกอบด้วย 6 ปัจจัยย่อย ได้แก่
(1)   การฝึกอบรมและการศึกษาขั้นสูง (Higher education and training)
(2)   ประสิทธิภาพของตลาดสินค้า (Goods market efficiency)
(3)   ประสิทธิภาพของตลาดแรงงาน (Labor market efficiency)
(4)   พัฒนาการของตลาดการเงิน (Financial market development)
(5)   ความพร้อมด้านเทคโนโลยี (Technological readiness)
(6)   ขนาดของตลาด (Market size)
3)   ปัจจัยนวัตกรรมและศักยภาพทางธุรกิจ (Innovation and sophistication factors) ประกอบด้วย 2 ปัจจัยย่อย ได้แก่
(1)   ศักยภาพทางธุรกิจ (Business sophistication)
(2)   นวัตกรรม (Innovation)

รูปที่ 1       ปัจจัยที่ใช้ในการพิจารณาจัดอันดับของประเทศต่าง ๆ ใน GCR ปี 2560-2561
 
ปัจจัยพื้นฐาน (Basic requirements) นั้น จัดเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการพิจารณาขีดความสามารถของประเทศหรือเขตเศรษฐกิจที่ใช้ปัจจัยการผลิตเป็นตัวขับเคลื่อน จากตารางที่ 1 จะพบว่ามีการจัดกลุ่มประเทศและเขตเศรษฐกิจต่าง ๆ ออกเป็น 3 กลุ่มตามระดับของการพัฒนา โดยจะพิจารณาจากผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อประชากร (GDP per capita) และในแต่ละกลุ่มประเทศได้กำหนดน้ำหนักสำหรับการประเมินปัจจัยต่าง ๆ แตกต่างกันไปตามระดับของการพัฒนา ได้แก่
  • กลุ่มที่ 1 กลุ่มประเทศที่มีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อประชากรต่อปีต่ำกว่า 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ จัดเป็นประเทศที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยอาศัยปัจจัยการผลิต ฉะนั้นค่าถ่วงน้ำหนักของปัจจัยพื้นฐาน (Basic requirements) ในกลุ่มนี้จะสูงถึงร้อยละ 60 ในขณะที่ปัจจัยยกระดับประสิทธิภาพ (Efficiency enhancers) นั้นถูกให้ค่าน้ำหนักสูงถึงร้อยละ 50
  • กลุ่มที่ 2 และกลุ่มที่ 3 จัดเป็นกลุ่มประเทศและเขตเศรษฐกิจที่ใช้ปัจจัยด้านประสิทธิภาพและปัจจัยด้านนวัตกรรมเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ตามลำดับ ซึ่งประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มที่ 2 นอกจากนั้น การที่ประเทศกลุ่มที่ 3 เป็นประเทศที่ใช้นวัตกรรมเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จึงทำให้ปัจจัยด้านนวัตกรรมและศักยภาพทางธุรกิจ (Innovation and sophistication factors) ในกลุ่มที่ 3 นี้มีค่าน้ำหนักสูงถึง ร้อยละ 30
สำหรับประเทศและเขตเศรษฐกิจที่มีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศอยู่ในช่วงรอยต่อระหว่างกลุ่มที่ 1 กับกลุ่มที่ 2 และกลุ่มที่ 2 กับกลุ่มที่ 3 จะจัดเป็นประเทศที่อยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่าน (In transition) โดยหลักเกณฑ์การคำนวณขีดความสามารถของประเทศในกลุ่มนี้นั้นจะให้น้ำหนักแก่ปัจจัยต่าง ๆ เช่นเดียวกับกลุ่มที่ประเทศเหล่านั้นกำลังจะก้าวขึ้นไป อาทิเช่น กรณีของประเทศที่อยู่ในกลุ่มระหว่างการเปลี่ยนผ่านจากกลุ่มที่ 1 ไปกลุ่มที่ 2 จะให้น้ำหนักแก่ปัจจัยต่าง ๆ ในลักษณะเดียวกันกับประเทศที่อยู่ในกลุ่มที่ 2 โดยจะเน้นปัจจัยยกระดับประสิทธิภาพ และปัจจัยนวัตกรรมและศักยภาพทางธุรกิจมาเป็นน้ำหนักในการประเมินสูงขึ้น หรือ กลุ่มที่อยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านจากกลุ่มที่ 2 ไปกลุ่มที่ 3 จะเน้นปัจจัยด้านนวัตกรรมและศักยภาพทางธุรกิจมาเป็นน้ำหนักในการประเมินสูงขึ้น

ตารางที่ 1     น้ำหนักที่กำหนดและระดับรายได้สำหรับปัจจัยต่าง ๆ ในการจัดทำ GCI ของ WEF จำแนกตามระดับการพัฒนาของประเทศ
รูปที่ 2 อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันโดยรวมของภูมิภาคเอเชียตะวันออก ปี 2016-2017 และ 2017 - 2018
จากการจัดอันดับของ GCR ปี 2560-2561  ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 32 จากทั้งหมด 137 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจ (4.7 คะแนนจาก 7 คะแนน) ซึ่งเมื่อเทียบกับปี 2559-2560 (ตารางที่ 2 และ รูปที่ 2) จะเห็นได้ว่า ประเทศไทยมีอับดับดีขึ้น 2 อันดับ จากอันดับที่ 34 เมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศเอเชียประเทศไทยยังตามหลังประเทศ เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีไต้ และที่สำคัญไทยตามหลังประเทศมาเลเซีย และจีน ที่มีลำดับขีดความสามารถในการแข่งขันที่ไปได้เร็วกว่าประเทศไทย เมื่อพิจารณาอันดับความสามารถในแต่ละปัจจัยหลักของประเทศไทยจะเห็นได้ว่า ปัจจัยพื้นฐาน (Basic requirements) ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 41 (5.1 คะแนน) ปัจจัยยกระดับประสิทธิภาพ (Efficiency enhancers) อยู่ในอันดับที่ 35 (4.6 คะแนน) ปัจจัยนวัตกรรมและศักยภาพทางธุรกิจ (Innovation and sophistication factors) อยู่ในอันดับที่ 47 (3.9 คะแนน) ซึ่งจะเห็นได้ว่า ใน 3 ปัจจัยหลักนี้ ปัจจัยนวัตกรรมและศักยภาพทางธุรกิจนั้น ถือเป็นจุดอ่อนที่สุดของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาปัจจัยทางด้านนวัตกรรมและศักยภาพทางธุรกิจนั้นมีการเปลี่ยนแปลงคงเดิมจากปี 2559-2560 ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 47
สำหรับ 12 ปัจจัยย่อยตามที่ GCR ใช้เป็นเกณฑ์ในการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของแต่ละประเทศแล้ว ปรากฏว่าประเทศไทยมีอันดับแต่ละปัจจัย (ตารางที่ 3) สรุปได้ดังนี้
1)   ปัจจัยพื้นฐาน (Basic requirements) ในปี 2560-2561 ประเทศไทยมีอันดับที่ดีขึ้นจากอันดับ 44 ในปีที่แล้วมาเป็นอันดับที่ 41 โดยเมื่อพิจารณารายปัจจัยย่อยพบว่า ปัจจัยเกี่ยวกับสถาบันอยู่ในอันดับที่ 78 (จากเดิมอันดับที่ 84) โครงสร้างพื้นฐานอยู่ในอันดับที่ 43 (จากเดิมอันดับที่ 49) ปัจจัยสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจมหภาคในปีนี้ถือว่ามีอันดับที่ดีขึ้นอย่างมาก โดยอยู่ในอันดับที่ 9 (จากเดิมอันดับที่ 13) ด้านสุขภาพและการศึกษาขั้นพื้นฐานอยู่ในอันดับที่ 90 (จากเดิมอันดับที่ 86)
2)   ปัจจัยยกระดับประสิทธิภาพ (Efficiency enhancers) ในปี 2560-2561 ประเทศไทยมีอันดับดีขึ้นเล็กน้อย จากอันดับที่ 37 มาเป็นอันดับที่ 35  โดยเมื่อพิจารณาปัจจัยย่อยพบว่า มีปัจจัยที่ดีขึ้นหลายปัจจัย ประกอบด้วย ปัจจัยด้านการฝึกอบรมและการศึกษาขั้นสูงอยู่ในอันดับที่ 57 (จากเดิมอันดับที่ 62) ปัจจัยประสิทธิภาพของตลาดสินค้าอยู่ในอันดับที่ 33 (จากเดิมอันดับที่ 37) ปัจจัยประสิทธิภาพของตลาดแรงงานอยู่ในอันดับที่ 65 (จากอันดับที่ 71) และปัจจัยความพร้อมด้านเทคโนโลยีอยู่ในอันดับที่ 61 (จากเดิมอันดับที่ 63)
มีปัจจัยที่แย่ลงเพียงหนึ่งปัจจัย คือ ปัจจัยพัฒนาการของตลาดการเงิน อยู่ในอันดับที่ 40 (จากเดิมอันดับที่ 39)
ส่วนปัจจัยขนาดของตลาด อยู่ในอันดับที่ 18 คงที่
3)   ปัจจัยนวัตกรรมและศักยภาพทางธุรกิจ (Innovation and sophistication factors) ในปี 2560-2561 ประเทศไทยมีอันดับคงที่ อยู่ในอันดับที่ 47 แต่เมื่อพิจารณาปัจจัยย่อยพบว่ามีอันดับที่ดีขึ้น โดยปัจจัยศักยภาพทางธุรกิจอยู่ในอันดับที่ 42 (จากเดิมอันดับที่ 43) ปัจจัยนวัตกรรมอยู่ในอันดับที่ 50 (จากเดิมอันดับที่ 54)
สำหรับปัจจัยที่มีบทบาทสำคัญโดยตรงต่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม คือ ปัจจัยความพร้อมด้านเทคโนโลยี (Technological readiness) ภายใต้ปัจจัยยกระดับประสิทธิภาพและ ปัจจัยนวัตกรรม (Innovation) ภายใต้ปัจจัยนวัตกรรมและศักยภาพทางธุรกิจ มีรายละเอียดดังนี้
  • ปัจจัยความพร้อมด้านเทคโนโลยี (Technological readiness)
ประเทศไทยได้คะแนนปัจจัยความพร้อมทางเทคโนโลยี 4.5 คะแนน (คะแนนเต็ม 7 คะแนน) อยู่ในอันดับที่ 61 (จากเดิม 4.3 คะแนน อันดับที่ 63)
โดยเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับภาคเอกชนส่วนใหญ่ยังอยู่ในอันดับปานกลาง ได้แก่
  • การมีเทคโนโลยีใหม่เพื่อใช้งาน (Availability of latest technologies) มีอันดับที่ดีขึ้นมาก โดยอยู่ในอันดับที่ 56 (จากเดิมอันดับที่ 70)
  • ความสามารถในการดูดซับเทคโนโลยีของภาคธุรกิจ (Firm-level technology absorption)  อยู่ในอันดับที่ 42 (จากเดิมอันดับที่ 43)
  • การลงทุนทางตรงของต่างประเทศและการถ่ายทอดเทคโนโลยี (FDI and Technology transfer) อยู่ในอันดับที่ 40 (จากเดิมอันดับที่ 42)
เกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่ยังอยู่ในอันดับต่ำ เช่น
  • สัดส่วนการใช้อินเทอร์เน็ตของประชากร (Internet users, % pop.) ประเทศไทยมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตร้อยละ 47.5 อยู่ในอันดับที่ 86 ในขณะที่อันดับหนึ่งคือประเทศไอซ์แลนด์มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตสูงถึงร้อยละ 98.2
  • การเข้าถึงการใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (Fixed-broadband internet subscriptions, /100 population)  ประเทศไทยมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเฉลี่ยเพียง 10.7 คน ต่อประชากร 100 คน อยู่ในอันดับที่ 69 ในขณะที่อันดับหนึ่งคือประเทศสวิตเซอร์แลนด์มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเฉลี่ย 46.3 คน ต่อประชากร 100 คน
  • สัดส่วนอินเทอร์เน็ตแบนด์วิดท์ต่อจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ต (Internet bandwidth, kb/s/user) อันดับแย่ลงเป็นอย่างมาก โดยตกมาอยู่ในอันดับ 75 (จากอันดับที่ 53)
  • อย่างไรก็ตาม เกณฑ์การจดทะเบียนเชื่อมต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ตแบบเคลื่อนที่ต่อประชากร 100 คน (Mobile-broadband subscriptions, /100 pop.) มีแนวโน้มที่ดีขึ้นเป็นอย่างมาก คือ ขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 24 (จากอันดับที่ 34) โดยมีผู้จดทะเบียนเฉลี่ย 94.7 คน
  • ปัจจัยนวัตกรรม (Innovation)
ในปี 2560-2561 ปัจจัยนวัตกรรมมีอันดับที่ขยับขึ้นมาอยู่อันดับที่ 50 (3.5 คะแนน จากคะแนนเต็ม 7) โดยเมื่อปี 2559-2560 อยู่อันดับที่ 54 (3.4 คะแนน) สามารถจำแนกได้ดังต่อไปนี้ 
  • ขีดความสามารถด้านนวัตกรรม (Capacity for innovation) ได้ 4.1 คะแนน อยู่ในอันดับที่ 69 (จากเดิมอันดับที่ 70) อันดับที่หนึ่งคือประเทศสวิตเซอร์แลนด์ได้ 6.2 คะแนน
  • คุณภาพของสถาบันวิจัยและพัฒนา (Quality of scientific research institutions) ได้ 4.0 คะแนน อยู่ในอันดับที่ 56 คงที่ อันดับที่หนึ่งคือประเทศลักเซมเบิร์กได้ 6.6 คะแนน
  • ค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาภาคเอกชน (Company spending on R&D) ได้ 3.6 คะแนน ขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 43 (จากเดิมอันดับที่ 46) อันดับที่หนึ่งคือประเทศลักเซมเบิร์กได้ 6.1 คะแนน
  • ความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคอุตสาหกรรม (University-industry collaboration in R&D) ได้ 3.9 คะแนน อยู่ในอันดับที่ 39 (จากเดิมอันดับที่ 41) อันดับที่หนึ่งคือประเทศลักเซมเบิร์กได้ 5.8 คะแนน
  • การจัดซื้อจัดจ้างสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงของภาครัฐ (Government procurement of advanced technology products) ได้ 3.4 คะแนน ขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 56 (จากเดิมอันดับที่ 65) อันดับที่หนึ่งคือประเทศการ์ต้าได้ 5.6 คะแนน
  • ความเพียงพอของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกร (Availability of scientists and engineers) ได้ 4.1 คะแนน อยู่ในอันดับที่ 56 (จากเดิมอันดับที่ 57) อันดับที่หนึ่งคือฟินแลนด์ได้ 6.0 คะแนน
  • การยื่นจดสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์ต่อประชากรหนึ่งล้านคน (PCT patents, applications/million pop.) อยู่ในอันดับที่ 66 (เดิมอันดับที่ 70) คิดเป็นการยื่นจดสิทธิบัตร 1.5 รายการต่อประชากรหนึ่งล้านคน ถึงแม้อันดับจะดีขึ้น แต่ยังถือว่ามีจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับอันดับที่หนึ่งคือประเทศญี่ปุ่น ที่มีจำนวนการยื่นจดสิทธิบัตรสูงถึง 334.9 รายการต่อประชากรหนึ่งล้านคน
ตารางที่ 2   อันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย (GCI, WEF)  ปี 2551 – 2552 ถึงปี 2560 – 2561
ตารางที่ 3     อันดับความสามารถของปัจจัยย่อยด้านความพร้อมทางเทคโนโลยีและด้านนวัตกรรมของประเทศไทย (GCI, WEF) ปี 2556 - 2557 ถึงปี 2560 – 2561
 

โดย ศูนย์ข้อมูลและคาดการณ์เทคโนโลยี 
สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.)